เปลี่ยนวิธีปรุงอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

วิธีปรุงอาหาร เพื่อสุขภาพ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าคนไทยชอบทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านและติดการปรุงรสอาหารแบบหนักเครื่อง เพื่อที่จะได้รสชาติอาหารที่อร่อย ถูกปาก จนบางทีอาจจะลืมคำนึงถึงเรื่องสุขภาพไป เพราะเครื่องปรุงที่เรานิยมใช้กันอยู่นั้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย ทั้งโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไต วันนี้เฟสท์จึงจะมาแนะนำ วิธีปรุงอาหาร ให้อร่อยโดยไม่ทำร้ายสุขภาพครับ

ลดการใช้น้ำตาลทรายขาว

น้ำตาลทรายขัดขาวที่เรานิยมนำมาปรุงรสหวานนั้น ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เราจึงควรเปลี่ยนมาปรุงรสหวานด้วยน้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้งที่มีสารอาหารมากกว่า หรืออาจจะใช้ความหวานจากผักและผลไม้แทนน้ำตาล เช่น ต้มจืดโดยใช้ความหวานจากผักแทนการใส่น้ำตาลครับ และสำหรับใครที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและน้ำตาลในร่างกาย เราแนะนำให้ใช้น้ำตาลเทียม หรือน้ำตาลจากหญ้าหวานซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ให้พลังงานต่ำแทนครับ

ใช้รสเปรี้ยวจากธรรมชาติ

คนไทยมักจะนำผักผลไม้รสเปรี้ยวมาปรุงอาหารมากมาย เช่น มะนาว มะขามเปียก มะม่วงดิบ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกายอยู่แล้วครับ เพราะผลไม้รสเปรี้ยวนั้นมีวิตามินสูง แต่ถ้าหากใครชอบปรุงรสเปรี้ยวด้วยน้ำส้มสายชู ควรเลือกน้ำส้มสายชูที่เกิดจากการหมักผลไม้ และใช้ให้น้อยที่สุดครับ หลักง่ายๆ ก็คือ ใช้ผลไม้รสเปรี้ยวตามธรรมชาติไว้ก่อนจะดีที่สุดครับ

ลดโซเดียมไม่เสี่ยงโรค

รสเค็มเป็นรสที่มีโซเดียมสูงมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนและโรคไตได้ครับ ดังนั้นเราควรเน้นทานอาหารสดมากกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป และหันมาใช้สมุนไพรประกอบอาหารแทนการใส่เกลือ มากไปกว่านั้นเราควรเลือกซื้อซอสปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียมน้อย หรือซอสที่ถูกหมักแบบธรรมชาติไม่ใส่สารปรุงแต่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกเลยล่ะครับ

เลือกทานไขมันดี

โดยปกติเรามักจะใช้น้ำมันหมู หรือกะทิในการประกอบอาหารเพื่อเพิ่มรสมันในอาหาร ซึ่งไขมันเหล่านี้เป็นไขมันส่วนเกินที่จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมไปถึงเส้นเลือด ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว ดังนั้นเราควรเปลี่ยนมาบริโภคไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และนมไขมันต่ำแทน เพราะทั้งหมดนี้เป็นไขมันดี ซึ่งจะให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยป้องกันร่างกายจากอาการเจ็บป่วยได้อีกด้วยครับ

 

ติดตามเกร็ดความรู้และเรื่องราวอีกมากมายได้ใน festforfood.com นะครับ

Share
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on Pinterest
Top